วันจันทร์ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

วิกฤติยางพารา จะหัวเราะหรือร้องไห้ กันดี??? โดย ดร.ทินโน ขวัญดี : สำนักสวนพลู



วิกฤติยางพารา จะหัวเราะหรือร้องไห้ กันดี???

โดย ดร.ทินโน ขวัญดี : สำนักสวนพลู

วันที่ 4 พฤศจิกายน 2557

 
                ตั้งแต่เด็กจนโตเฝ้าติดตามและมองปัญหายางพารามาตลอด หลายสิบปีมานี้การเปลี่ยนแปลงในเรื่องเศรษฐกิจการเกษตรที่เกี่ยวกับยางพาราไม่เคยเปลี่ยนแปลงในทิศทางที่ดีขึ้นเลย ราคายางแกว่งไปมา จนบางครั้งบางคนอธิบายด้วยภาษาพูดที่ว่า ยางพาราเป็นพืชการเมือง เช่นเดียวกับข้าว และอ้อย
                เราเคยตั้งคำถามว่า ทำไมจึงไม่ดีขึ้น ในเมื่อผลิตภัณฑ์ยางแปรรูป  และผลิตภัณฑ์ที่แปรรูปมาจากยางธรรมชาติมีราคาสูงขึ้นตลอด(ลองดูราคายางรถยนต์มีการเปลี่ยนแปลงที่แพงขึ้นอย่างมีนัยยะอันสำคัญ)
คนไทยรู้สึกภูมิใจกับคำว่าการเป็นผู้ผลิตยางธรรมชาติอันดับหนึ่งของโลก ซึ่งแต่เดิมนั้นมาเลเซียเป็นแชมป์อยู่ แล้วทำไมมาเลเซียเสียแชมป์ให้ไทย เพราะเหตุอะไรไทยชนะมาเลเซีย
                รัฐบาลไทยก่อนหน้านี้สนับสนุนให้เพิ่มพื้นที่การปลูกยางพารา ในขณะที่รัฐบาลมาเลเซียมีนโยบายให้ลดพื้นที่ปลูกยางพารา เปลี่ยนพืชเศรษฐกิจจากยางพารามาเป็นปาล์มน้ำมัน มาวันนี้ราคายางพาราไทยตกต่ำ รัฐบาลมีนโยบายลดพื้นที่ปลูกยางพาราโดยการโค่นทิ้ง (ยางพาราปลูกแล้วกว่ากรีดได้ ต้องใช้เวลา 7 ปี) เงินงบประมาณ การส่งเสริม และการสนับสนุนสูญเสียไปอย่างมากมายมหาศาล จากนโยบายที่แกว่งไปแกว่งมา เช่นเดียวกับนโยบายรถยนต์ติดตั้งแก๊ส NGV ซึ่งในที่สุดบอกว่าแก๊สมีไม่พอใช้ และมีแนวโน้มหมดไปภายในเวลาอันใกล้
เศรษฐกิจการเกษตรในประเทศไทย 2556 ขยายตัวประมาณร้อยละ 1.1 เมื่อเทียบกับปี 2555
เนื่องจากสถานการณ์ภัยแล้งที่เกิดขึ้นยาวนาน ตั้งแต่ช่วงปลายปี2555 ต่อเนื่องมาจนถึงกลางปี 2556 ทําให้ผลผลิตพืชที่สําคัญหลายชนิดลดลง เช่น ข้าวนาปรัง มันสําปะหลัง และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ขณะที่ พืชเศรษฐกิจอื่น ๆ อาทิ ยางพารา และปาล์มน้ํามัน ยังคงให้ผลผลิตเพิ่มขึ้น
จากนโยบายของรัฐบาลที่ผลักดันสู่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ทำให้สวนยางพาราและปาล์มน้ํามัน ผลผลิตเพิ่มขึ้นตามเนื้อที่เปิดดกรีดใหม่และเนื้อที่ให้ผลที่เพิ่มขึ้นประกอบกับพื้นที่ ตัดโค่นสวนยางพาราเก่าและปลูกทดแทนด้วยยางพาราพันธุ์ดีขยายตัวเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 9.
การผลิตยางธรรมชาติของไทยปี 2555 มีปริมาณทั้งสิ้น 3,776,957 ตัน เพิ่มขึ้นจากปี 2554 จํานวน 207,924 ตัน หรือ ร้อยละ 8.73 ในจํานวนนี้ส่งออกยางมาตรฐาน 2,556,103 ตัน ลดลงจากปี 2554 จํานวน 56,336 ตัน หรือร้อยละ 2.16 ส่วนยางผสมสารเคมี 565,218 ตัน เพิ่มขึ้นจากปี 2554 จํานวน 225,276 ตัน หรือร้อยละ 66.27 จากอุปทานเพิ่มมากขึ้นและความต้องการใช้ยางของประเทศผู้ใช้รายใหญ่เพิ่มขึ้นเล็กน้อย
เป็นปัจจัยที่สําคัญที่ทําให้ราคายางของไทยปรับตัวสูงขึ้นในช่วงต้นปี (เดือนมกราคมจนถึงกลางเดือนกุมภาพันธ์) ส่วนการใช้ยางในประเทศมีจํานวนประมาณ 504,000 ตัน เพิ่มขึ้นจากปี 2554 จํานวน 17,255 ตัน หรือร้อยละ 3.54 สัดส่วนการใช้ยางในประเทศคิดเป็นร้อยละ 13.34 ของปริมาณยางทั้งหมดที่ผลิต
ได้หรือร้อยละ 12.17 ของบัญชีสมดุลยางพาราของไทย
ราคายางแผ่นดิบในปี 2555 เฉลี่ย 93.91 บาท/ก.ก. สืบเนื่องจากความผันผวนภาวะเศรษฐกิจโลก เช่น กรณีวิกฤตสินเชื่อด้อยคุณภาพของสหรัฐอเมริกา วิกฤติหนี้สาธารณะของสหภาพยุโรป รวมทั้งการที่เศรษฐกิจของจีนเริ่มชะลอตัวลงจากที่เคยอยู่ในระดับตัวเลข 2 หลักมาโดยตลอด เหลือร้อยละ 9.1 ในปี พ.ศ. 2554 และคาดว่าจะอยู่ที่ร้อยละ 7.9 ในปีพ.ศ. 2555 ทั้งนี้จากสาเหตุดังกล่าว ส่งผลให้ความต้องการใช้ยางลดลง
การปรับลดการขยายตัวทางเศรษฐกิจของผู้ใช้ยางรายใหญ่ ได้แก่ จีน สหรัฐ ญี่ปุ่น รวมทั้ง ผลการดําเนินการตามมาตรการรักษาเสถียรภาพราคายางของไทยและ สภาความร่วมมือด้านยางระหว่างประเทศ (ITRC) (วรสารยางพารา ปีที่ 34 ฉบับที่ 1)
ยางพารา (Hevea brasiliensis Muell.)เป็นพืชอุตสาหกรรมที่สําคัญของประเทศไทยและภูมิภาค
อาเซียน ประเทศไทยมีพื้นที่ปลูกยาง 18.76 ล้านไร่ เป็นผู้ผลิตและส่งออกยางมากที่สุดของโลก มีปริมาณการผลิต 3.57 ล้านตัน คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 33 ของปริมาณการผลิตยางธรรมชาติของโลก ส่งออก 2.95
ล้านตัน คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 36 ของปริมาณการส่งออกยางธรรมชาติของโลก ในปี 2554 ประเทศไทย
เป็นผู้ใช้ยางอันดับ 5 ของโลก ด้วยปริมาณ 486,745 ตัน หรือร้อยละ 13.6 ของปริมาณการผลิตยางในประเทศ การส่งออกยางธรรมชาติของไทย ส่งออกในรูปของวัตถุดิบ ผลิตภัณฑ์ยาง ไม้ยางพาราแปรรูปและผลิตภัณฑ์ไม้ ทํารายได้ให้แก่ประเทศ คิดเป็นมูลค่า 678,942 ล้านบาท ผลผลิตเฉลี่ย 276 กิโลกรัมต่อไร่ต่อปี
สภายางระหว่างสามประเทศ (International Tripartite Rubber Council – ITRC) ซึ่งเป็นความร่วมมือไตรภาคียางพารา 3 ประเทศ (ไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย) รวมทั้งการผลักดันเพื่อจัดตั้งกองทุนรักษาเสถียรภาพและพยุงราคาในช่วงราคายางตกต่ําให้มีความคล่องตัวและมีประสิทธิภาพ โดยการประสานงานการรักษาเสถียรภาพราคายางร่วมกับบริษัทร่วมทุนยางระหว่างประเทศ (International Rubber Consortium Limited- IRCo ) ให้ขยายกรอบความร่วมมือเป็นระดับอาเชี่ยนกับ เวียดนาม ลาว กัมพูชา และเมียนม่า เพื่อจัดตั้งสภายางอาเชี่ยน (Asian Rubber Council – ARC) ในระยะต่อไป เพื่อประสานและสร้างความเข้มแข็งของกลุ่มประเทศผู้ผลิตยางในภูมิภาค ถ้าการนี้บรรลุผล กลุ่มสภายางอาเชี่ยนก็จะมีกําลังการผลิตมากกว่าร้อยละ 85 ของผลผลิตยางธรรมชาติในโลก และประเทศจีนก็เป็นผู้บริโภครายใหญ่ของโลก (สุจินต์ แม้นเหมือน  สถาบันวิจัยยาง กรมวิชาการเกษตร)

ประเด็นการแก้ปัญหา
1. ทำไมไม่บริโภควัตุดิบในประเทศโดยการส่งเสริม สนับสนุน หรือวิธีการอื่นๆที่ทำให้มูลค่าสูงขึ้น ก่อนส่งออกในรูปวัตถุดิบ (โดยการแปรรูป และเพิ่มมูลค่าเพิ่ม ก่อนส่งออกไปเป็นผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป)
2.การโค่นทิ้งไม่น่าเป็นการแก้ปัญหาที่ถูกต้อง การแก้ปัญหาที่ถูกควรจะเป็นไม่ขยายพื้นที่การปลูก และหากจะลดพื้นที่การปลูกก็ควรมีนโยบายในการเปลี่ยนพืชเศรษฐกิจที่ถูกต้องและเป็นนโยบายที่ชัดเจน (ที่ไม่ซ้ำรอยเดิม) เพราะการลงทุนในการปลูก รัฐต้องใช้เงินในการสนับสนุน เกษตรกรต้องใช้เวลาในการปลูกและรอคอยถึง เจ็ดปี ทำให้เกิดการเสียโอกาสอย่างมากในการใช้ประโยชน์จากพื้นที่ ที่มีจำกัดอยู่แล้ว
3.ส่งเสริม แสวงหา การวิจัย นวัตกรรม สิ่งประดิษฐ์ นักคิด นักเทคโนโลยี ผู้สร้างผลิตภัณฑ์ จากยางพารา (ที่ขาดแคลน และ ขาดคุณภาพ) ในการ คิดค้น ประดิษฐ์ ซึ่งสามารถรองรับการบริโภควัตถุดิบได้อย่างดี แทนที่จะขาย ส่งออกในรูปวัตถุดิบ และได้ผลตอบแทนต่ำ
4.การส่งออกในรูปวัตถุดิบก่อให้เกิดการบุกรุกป่า เพราะประชาชนต้องการหารายได้ที่มากขึ้นก็ปลูกมากขึ้น จึงต้องแสวงหาที่ดินใหม่ๆเพิ่ม ทำให้การรุกป่าเป็นไปอย่างควบคุมไม่ได้ จึงน่าจะมีทางออกที่มากกว่านั้น เปลี่ยนแปลงลูกหลานชาวสวนยาง ให้เป็นนักเทคโนโลยี เป็นช่างเทคนิค เป็นวิศวกร หรือนักวิทยาศาสตร์ ในการแปรรูปยางพารา แทนที่จะต้องบุกรุกป่าสงวนเพิ่มขึ้น(จากจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้น)
5.ทิศทางการปลูกยางพาราทั่วโลกประมาณ 38 ประเทศ เดินหน้าปลูกและสร้างผลผลิตที่เพิ่มขึ้น ทำไมประเทศไทยจึงไม่คิดเป็นผู้บริโภค นำยางมาแปรรูป แทนที่จะเป็นผู้ส่งออกวัตถุดิบ ซึ่งการมียางพาราอยู่ในมือ 18 ล้านไร่ ถือว่าเป็นวัตถุดิบรองรัง ที่ทำให้การผลิตภายในประเทศมีเสถียรภาพ แล้วจึงนำเข้าเพิ่มเติม ส่งออกผลิตภัณฑ์ยางพาราในรูปแบบสินค้าที่มีมูลค่า
6.ประเทศบริโภครายใหญ่เช่นจีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และกลุ่ม อียู เข้าไปสัมปทานการปลูกในประเทศแอฟริกา ซึ่งมีขนาดพื้นที่ใหญ่มาก ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า กลุ่มประเทศเหล่านี้มียางเป็นของตนเอง ประเทศไทยจะกระทบโดยตรงอย่างแน่นอนหากวางตำแหน่งการตลาดตนเองเป็นแค่ผู้ผลิตวัตถุดิบ ทางออกของไทยจึงน่าจะวางตำแหน่งของยางพารา ไว้ในฐานะผู้แปรรูป จึงสามารถผ่าฟันอุปสรรค์ ของปัญหานี้ได้อย่างยั่งยืน

นโยบายรัฐบาล เพื่อการแก้ปัญหายางพาราตกต่ำ
+++++++++++++++++++++++++++++++++++++

ครม. คลอด 4 โครงการช่วยเหลือยาง เน้นรักษาเสถียรภาพ ชดเชยและสนับสนุนรายได้

เดิน หน้าโครงการช่วยยางพาราตามนโยบาย คสช. คณะรัฐมนตรีอนุมัติ 4 โครงการเพิ่มเติม รวมทั้งสิ้น 7 โครงการ หวังช่วยรักษาเถียรภาพราคายาง เร่งชดเชยรายได้ และสนับสนุนสินเชื่อแก่เกษตรกรรายย่อย ด้านกระทรวงเกษตรฯ พร้อมติดตามเร่งรัดการดำเนินงานเพื่อให้เกิดเป็นรูปธรรมทันที
นายเลอศักดิ์  ริ้ว ตระกูลไพบูลย์ เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึง โครงการช่วยเหลือเรื่องยางพาราเพิ่มเติม จำนวน 4 โครงการ ตามที่คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติ  ซึ่ง กระทรวงเกษตรฯ โดย สศก. ในฐานะฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการนโยบายยางธรรมชาติ ได้เสนอมาตรการช่วยเหลือเรื่องยางพารา เข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 21 ตุลาคมที่ผ่านมา โดยเพิ่มเติมอีกจำนวน 4 โครงการ เพื่อ ช่วยรักษาเสถียรภาพราคายางในตลาดไม่ให้เกิดความผันผวนมากจนเกินไป เกื้อกูลให้สถาบันเกษตรกรมีตลาดสำหรับระบายยาง เกิดการหมุนเวียนการผลิตและการรับซื้อยางดิบจากเกษตรกรนำมาแปรรูป รวมทั้งชดเชยรายได้เพื่อแก้ปัญหาความเดือดร้อนเฉพาะหน้าให้แก่เกษตรกร และสนับสนุนเงินทุนในการประกอบอาชีพเสริม เพื่อเสริมสภาพคล่อง ประกอบด้วย
1. โครงการสร้างมูลภัณฑ์กันชนเพื่อรักษาเสถียรภาพราคายาง  โดย องค์การสวนยาง (อ.ส.ย.) จะใช้เงินกู้จากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) วงเงิน 6,000 ล้านบาท เพื่อรับซื้อยางแผ่นรมควัน ยางแผ่นรมควันอัดก้อน และยางแท่ง STR20 จากสถาบันเกษตรกร และตลาดกลางยางพารา ทั้งตลาดซื้อขายจริง (spot market) และตลาดข้อตกลงส่งมอบจริง (forward market) นำมาบริหารจัดการเป็นลักษณะสต๊อกหมุนเวียน (moving stock) เพื่อใช้เป็นมูลภัณฑ์กันชนสำหรับลดความผันของราคายางในตลาด โดยคณะกรรมการบริหารกิจการของ อ.ส.ย. แต่งตั้งคณะทำงานขึ้นมาพิจารณาหลักเกณฑ์ เงื่อนไข แนวทาง และข้อปฏิบัติการซื้อขายและการบริหารจัดการโครงการ โดยจะเข้ารับซื้อเมื่อราคายางในตลาดอยู่ในระดับต่ำกว่าราคาที่กำหนด และเสนอขายตามความเห็นชอบของคณะทำงาน ระยะเวลาดำเนินการ 18 เดือน (พฤศจิกายน 2557 เมษายน 2559) โดยคาดหวังว่าโครงการนี้จะสามารถรักษาเสถียรภาพราคายางในตลาดไม่ให้เกิดความ ผันผวนมากจนเกินไป เกื้อกูลให้สถาบันเกษตรกรมีตลาดสำหรับระบายยาง เกิดการหมุนเวียนการผลิตและการรับซื้อยางดิบจากเกษตรกรนำมาแปรรูปต่อไป   
2.โครงการชดเชยรายได้แก่เกษตรกรชาวสวนยาง ใช้ สินเชื่อจาก ธ.ก.ส. วงเงิน 8,200 ล้านบาท สำหรับจ่ายชดเชยรายได้ให้แก่เกษตรกรซึ่งมีพื้นที่สวนยางเปิดกรีดที่ตั้งอยู่ ในพื้นที่ที่มีเอกสิทธิ รวมทั้งเอกสารสิทธิ 46 รายการตามหนังสือของกรมป่าไม้ ในอัตราไร่ละ 1,000  บาท ครัวเรือนละไม่เกิน 15 ไร่ เป้าหมาย 850,000 ครัว เรือน พื้นที่สวนยางเปิดกรีดที่อยู่ในข่ายจะได้รับความช่วยเหลือประมาณ 8.2 ล้านไร่ ซึ่งกรมส่งเสริมการเกษตรจะกำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขของผู้ที่จะเข้าร่วม โครงการ เสนอให้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการบริหารโครงการระดับจังหวัด  รับขึ้นทะเบียนเกษตรกร พร้อมทั้งตรวจสอบคุณสมบัติของเกษตรกร ส่งข้อมูลให้   ธ.ก.ส. และคาดว่า ธ.ก.ส. จะสามารถเริ่มทยอยโอนเงินเข้าบัญชีให้กับเกษตรกรได้ตั้งแต่วันที่ 15 พฤศจิกายน 2557 เป็นต้นไป จนแล้วเสร็จภายในระยะโครงการ 6 เดือน
3.โครงการสนับสนุนสินเชื่อเกษตรกรชาวสวนยางรายย่อยเพื่อประกอบอาชีพเสริม โดย สนับสนุนสินเชื่อจาก ธ.ก.ส. วงเงิน 10,000 ล้านบาท ให้แก่เกษตรกรชาวสวนยางรายย่อยเพื่อประกอบอาชีพเสริมด้านการเกษตร วงเงินสินเชื่อให้เป็นไปตามแผนการผลิตของเกษตรกร ครัวเรือนละไม่เกิน 100,000 บาท อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 2 ต่อปี เป้าหมายเกษตรกร 100,000 ครัว เรือน ระยะเวลาการชำระเงินกู้ไม่เกิน 5 ปี (ปี 2558-2562) ทั้งนี้ หากเกษตรกรไม่สามารถชำระเงินกู้ได้ภายในระยะเวลาที่กำหนดให้ ธ.ก.ส. สามารถปรับเงื่อนไขการกู้เงิน และการเรียกเก็บดอกเบี้ยได้ตามข้อบังคับและวิธีปฏิบัติของธนาคาร ซึ่งกรมส่งเสริมการเกษตรจะกำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขของผู้ที่จะเข้าร่วม โครงการ เสนอให้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการบริหารโครงการระดับจังหวัดรับสมัครเกษตรกร  
4. โครงการสนับสนุนสินเชื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนแก่ผู้ประกอบการยาง โดยสนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยผ่อนปรน จาก ธ.ก.ส.ให้แก่ผู้ประกอบการแปรรูปน้ำยางข้น วงเงินสินเชื่อ 10,000 ล้านบาท ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 2 ต่อปี โดยผู้ประกอบการแปรรูปน้ำยางข้นที่ประสงค์จะเข้าร่วมโครงการ สามารถยื่นขอรับการสนับสนุนสินเชื่อผ่าน สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) กระทรวงอุตสาหกรรม ในเบื้องต้นมีธนาคารพาณิชย์แจ้งความประสงค์ให้การสนับสนุนสินเชื่อ 6 ธนาคาร ได้แก่ ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกรุงไทย ธนาคารกสิกรไทย ธนาคารไทยพาณิชย์ ธนาคารทหารไทย และธนาคารธนชาติ เพื่อพิจารณาคุณสมบัติของผู้ขอเข้าร่วมโครงการตามหลักเกณฑ์การให้สินเชื่อ ของธนาคารต่อไป  โครงการ นี้เป็นการเสริมสภาพคล่องให้แก่ผู้ประกอบการแปรรูปน้ำยางข้น ใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการรับซื้อน้ำยางดิบโดยนำไปแปรรูปเป็นน้ำยางข้น สำหรับเก็บในสต๊อค หรือเพื่อการส่งออก เป็นการลดปริมาณยางในตลาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงฤดูกาลที่ผลผลิตยางออกสู่ตลาดจำนวนมากในเดือน พฤศจิกายน 2557 กุมภาพันธ์ 2558  ซึ่ง จะมีผลผลิตยางออกมามากถึงร้อยละ 37 ของปริมาณผลผลิตทั้งปี หรือประมาณ 1.5 ล้านตัน เมื่อลดปริมาณยางในตลาดลงจะส่งผลให้ราคายางในตลาดปรับตัวสูงขึ้นและมี เสถียรภาพมากขึ้น
เลขาธิการ สศก. กล่าวต่อไปว่า อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้รัฐบาลได้มีการอนุมัติโครงการตามแนวทางพัฒนายางพาราทั้งระบบ ตามมติ คสช. เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมาไปเรียบร้อยแล้ว ประกอบด้วย มาตรการเร่งด่วน คือ การสนับสนุนสินเชื่อแก่สถาบันเกษตรกร และผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์ยาง จำนวน 3 โครงการ ได้แก่
1. โครงการสนับสนุนเงินทุนหมุนเวียนแก่สถาบันเกษตรกรเพื่อใช้ในการรวบรวมยาง โดยสนับสนุนสินเชื่อจาก  ธ.ก.ส. ให้แก่สถาบันเกษตรกร และวิสาหกิจชุมชนที่ทำธุรกิจด้านยางพารา เพื่อใช้เป็นทุนหมุนเวียนในการรวบรวมหรือรับซื้อผลผลิตยางพาราจากเกษตรกร นำไปจำหน่ายหรือแปรรูปเพื่อรอการจำหน่าย วงเงิน 10,000 ล้านบาท โดยสถาบันเกษตรกร/วิสาหกิจชุมชนที่เข้าร่วมโครงการ รับภาระดอกเบี้ยร้อยละ 1 ต่อปี ระยะเวลาดำเนินโครงการ 1 ปี ตั้งแต่ กันยายน 2557 ธันวาคม 2558
2. โครงการสนับสนุนสินเชื่อสถาบันเกษตรกรแปรรูปยางพารา โดยสนับสนุนสินเชื่อจาก ธ.ก.ส. ให้แก่สถาบันเกษตรกร 245 แห่ง เพื่อใช้ในการขยายกำลังการผลิต/ เพิ่มประสิทธิภาพการแปรรูปยางเบื้องต้น เป็นยางแท่ง ยางแผ่นรมควัน ยางอัดก้อน ยางคอมปาวด์ น้ำยางข้น ยางเครป และผลิตภัณฑ์ยางสำเร็จรูป โดยใช้ประโยชน์จากโรงงานที่จัดสร้างไว้แล้ว และหรือลงทุนสร้างโรงงานใหม่ วงเงิน 5,000 ล้านบาท โดยแบ่งออกเป็นสินเชื่อเพื่อการลงทุน 3,500 ล้านบาท และสินเชื่อเพื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนในการซื้อยางเข้าแปรรูป 1,500 ล้านบาท ระยะเวลาในการดำเนินการโครงการ 10 ปี ตั้งแต่ กันยายน 2557 สิงหาคม 2567
3. โครงการสนับสนุนสินเชื่อผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์ยาง โดยสนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยผ่อนปรนจากธนาคารออมสินให้แก่ผู้ประกอบการแปร รูปผลิตภัณฑ์ยาง เพื่อใช้ในการขยายกำลังการผลิต/ปรับเปลี่ยนเครื่องจักรการผลิต ประเภทผลิตภัณฑ์ เช่น ยางล้อ ถุงมือยาง และ ยางยืด วงเงิน 15,000 ล้านบาท ระยะเวลาโครงการ 7 ปี ตั้งแต่กันยายน 2557 สิงหาคม 2564
โครงการ ด้านยางพาราทั้ง 7 โครงการข้างต้น จะส่งผลดีต่อเกษตรกรทั้งในแง่ของการแก้ปัญหาความเดือนร้อนเฉพาะหน้า การลดความเสี่ยงจากการพึ่งพารายได้จากสวนยางเพียงอย่างเดียว และการลดความผันผวนของราคายางและการพยุงราคายางให้สูงขึ้น ด้วยการลดปริมาณยางในตลาด  การ เพิ่มการใช้ยางในประเทศเพื่อการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์สร้างมูลค่าเพิ่ม ซึ่งเป็นไปตามนโยบายของรัฐบาล โครงการดังกล่าวต้องทำไปพร้อมกัน ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้จัดตั้งศูนย์บริหารการแก้ไขปัญหาสินค้ายางพาราอย่างเป็นระบบครบวงจรเพื่อ ติดตามเร่งรัดการดำเนินงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้เป็นรูปธรรมโดยเร็ว
**********************************

กระทรวงเกษตรฯ เตรียมเสนอมาตรการเร่งด่วนแก้ปัญหาราคายางพารา 
ออกสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ เข้าที่ประชุม กนย.

           นายชวลิต ชูขจร ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์การเกษตร เปิดเผย ว่ากระทรวงเกษตรฯ ได้ทำการรวบรวมข้อเรียกร้องและข้อเสนอแนะจากกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกยางพารา เพื่อศึกษาและจัดทำรายละเอียดเตรียมที่จะเสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการนโยบาย ยางธรรมชาติ (กนย.) โดยมีมาตรการเร่งด่วนคือ สินเชื่อการทำการเกษตรแบบผสมผสาน ดอกเบี้ยต่ำ โดยมีเป้าหมายช่วยเหลือเกษตรกร 1 แสนราย ครัวเรือนละ 1แสนบาท พร้อมเสนอแก้ไขระเบียบของกองทุนสงเคราะห์เกษตรกร ให้ปลูกยางได้น้อยกว่า 60 ต้นต่อไร่ เพื่อที่จะได้รับเงินช่วยเหลือ ถ้าเป็นยางพาราอยู่ 16,000บาท/ไร่ และปาล์มน้ำมันที่ 26,000 บาท/ไร่ ส่วนมาตรการ โค่นยางเก่า 4 แสนไร่ นั้นก็มีการเตรียมพร้อมด้านงบประมาณไว้รองรับเรียบร้อยแล้ว

           นายชวลิต ยังกล่าวอีกว่า ในส่วนของมาตรการการช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยาง จะมีรูปแบบเดียวกับการช่วยเหลือชาวนาหรือไม่นั้น เป็นเรื่องของนโยบายที่ต้องรอว่าเสนอ กนย.หรือ ครม. จะมีการช่วยเหลือออกมารูปแบบใด
 ..................................................................................................

สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร วันที่ 29 ตุลาคม  2557

ฝ่ายประชาสัมพันธ์  / ข้อมูล : สำนักนโยบายและแผนพัฒนาการเกษตร
http://top5ofanything.com
http://www.factfish.com/statistic/natural+rubber,+production+quantity
.....................................................................................................